หน้าแรก arrow เรื่องเล่าจากชุมชน arrow “ทิ่มเม่า หุงข้าวหม้อดิน กินนาวาน สืบสานวิถีชุมชนคนแต่แรก*” ที่คูหาใต้
 
 
ปฏิทินกิจกรรม
<<  September 2010  >>
 Mo  Tu  We  Th  Fr  Sa  Su 
    1  2  3  4  5
  6  7  8  9101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
 
ระบบค้นหาข้อมูล
สมัครสมาชิก





ลืมรหัสผ่าน?
สถิติผู้เข้าชม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้45
mod_vvisit_counterเมื่อวาน198
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้45
mod_vvisit_counterเดือนนี้1162
mod_vvisit_counterรวม110586
เว็บไซต์องค์กรชุมชนภาคใต้

 

 

“ทิ่มเม่า หุงข้าวหม้อดิน กินนาวาน สืบสานวิถีชุมชนคนแต่แรก*” ที่คูหาใต้ พิมพ์ อีเมล์
บันทึกโดย สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์   

                ย้อนอดีตไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จังหวัดสงขลา   อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ อันมี “เขาคูหา”   เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันว่า ป่าเขาคูหา เป็นที่อยู่อาศัยของเสือป่า โคของชาวบ้านจะถูกเสือกัดอยู่เสมอ ชาวบ้านจึงเรียก “เขาโคหาย และเพี้ยนมาเป็นเขาคูหาจนถึงปัจจุบันนี้ 

* คนแต่แรก = บรรพบุรุษ

                ถัดจากป่าชายเขาจะเป็นหมู่บ้านและทุ่งนาอันกว้างใหญ่เพราะชาวบ้านคูหามีอาชีพทำนาปลูกข้าวมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นดินแดนก่อเกิดภูมิปัญญาเกี่ยวกับการทำนาสืบทอดกันมาจากอดีตรุ่นต่อรุ่น เช่นการคัดเลือกและรักษาพันธุ์ข้าว ,การทำขวัญข้าว ,การนวดข้าว,การลงแขก,และการจัดการน้ำโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน   ฯลฯ
                เมื่อหลายปีก่อนถนนเอเชียตัดผ่านกลางหมู่บ้าน นำความเจริญเข้ามาสู่ชุมชน ตามมาด้วยแผนพัฒนาของชาติที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจจำพวกยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งชาวคูหาใต้ก็หนีไม่พ้นกฎทางเศรษฐกิจอันนี้ ชาวบ้านหลายรายได้เปลี่ยนทุ่งนาซึ่งเต็มไปด้วยภูมิปัญญา และวิถีอันน่าจดจำไปทำสวนยางพารา และพืชเศรษฐกิจอย่างอื่น บ้างก็เปลี่ยนเป็นแรงงานรับจ้าง และค้าขายเล็กๆ น้อยๆ  
                ปัญจุบันตำบลคูหาใต้มีชาวบ้านที่ยังคงสืบทอดอาชีพการทำนาทั้ง 14 หมู่บ้านแต่มีอยู่เพียง 3  หมู่บ้านเท่านั้นที่ทำนากันมาก คือหมู่ที่ 3 , 8 และ 14   ซึ่งการทำนาก็เปลี่ยนไป จากที่เคยใช้แรงงานคนและวัวควาย ใช้วิธีการลงแขก ซอแรง ก็หันมาใช้เครื่องจักรแทนภูมิปัญญาทำให้วิถีชาวนาเริ่มเลือนหายไปเกือบจะหมดสิ้น
                นางปราณี   ทองรักษ์  ชาวบ้านคูหาใต้และเป็นผู้หนึ่งที่สืบทอดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษเล่าว่า ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของชาวนาคูหาใต้มาตั้งแต่เกิด หากไม่รวมตัวพื้นฟูวิถีชาวนา สักวันหนึ่งการทำนาและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษก็จะเหลือเพียงตำนาน ชาวบ้านทั้งที่มีอาชีพทำนา และคนอื่นๆ ในคูหาใต้ จึงร่วมกันทำกิจกรรมพื้นฟูวิถีชาวนาขึ้น เพื่อให้ในคนในทุกหมู่บ้าน เห็นคุณค่าของการทำนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายทอดความรู้ สู่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน
                “เราได้รับงบประมาณจำนวนหนึ่งจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนการทำนาปลอดสาร ร่วมกับโรงเรียนวัดคูหาใต้ มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการประมาณหนึ่งร้อยคน ทุกคนจะได้เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำนาตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ข้าว ซึ่งคูหาใต้มีอยู่หลายสายพันธุ์ การไถคราด การหว่านข้าว การดำนาและการลงแขกเกี่ยวข้าวด้วย “แกะ” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนใต้ โดยมีชาวนาตัวจริง คือพ่อแม่ พี่น้อง ในชุมชนเป็นครูสอน “นางปราณีเล่า”
                ด้านนายบรรจง ทองเอื่อย รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ และเป็นผู้ที่ทำนาด้วยตัวเอง เล่าเสริมว่า โดยปกติแล้วชาวตำบลคูหาใต้ชอบรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกัน
และกันอยู่แล้วซึ่งมีอยู่หลายสิบกลุ่ม แต่ละกลุ่มรวมตัวกันเป็น “สภาฯ” เรียกว่า “สภาร้อยแปด”  
                พอมีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 กลุ่มต่าง ๆ ก็ได้จดแจ้งชุมชนและรวมกันจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ ทำให้การรวมตัวของชาวบ้านมีสถานะมากขึ้น
                รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ เล่าอีกว่าในปี 2552 ช่วงปลายปี สภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ได้นำเรื่อง “การพื้นฟูวิถีชาวนา” มาดำเนินการนำร่องต่อยอดจากที่ทำอยู่แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนจากสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย สภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้จึงได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในสภาฯ อย่างต่อเนื่อง จนได้แผนงานสำคัญ 3 แผนงาน คือ 1) แผนการเรียนรู้ภูมิปัญญาบรรพบุรุษพร้อมกับฝึกทักษะให้กับชาวนาและลูกหลานเช่น  ภูมิปัญญาการทำนา การคัดเลือกพันธุ์ข้าวซึ่งปัจจุบันเรายังคงรักษาไว้ได้มากกว่า 20 สายพันธุ์ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า เช่นเหนียวลูกปลา ,เหนียวเปีย ,เล็บนก,ช่อมาลี เป็นต้น เทคนิคการทำนาต่างๆ การจัดการน้ำโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน การทำขนมจากข้าวทั้งการทิ่มเม่า ขนมเม็ดข้าว , ขนมจีน , การทำขวัญข้าว ฯลฯ   2)พอได้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาแล้วก็จะทำการสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านั้น โดยการฝึกปฏิบัติจริงในสิ่งที่สูญหายไปแล้ว   การคั่วตอกมาทำขนมข้าวตอกนำกะทิ ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้กินกันแล้ว
                “เราให้ความสำคัญเรื่องความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ คนกับนา คนกับสัตว์ (วัว,ควาย) คนกับคน เพราะสิ่งเหล่านี้คือผู้สร้างภูมิปัญญาอย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คน” ซึ่งเป็นผู้สืบทอดมีความสำคัญมาก จึงต้องมีแผนงานที่สามคือการขยายผลการเรียนรู้สู่คนรุ่นหลังหรือลูกหลานของเรา ทุกวันนี้มีนักเรียนตัวน้อย ๆ มาร่วมเรียนรู้และปฏิบัติจริงนับร้อยคน”
                เช้าวันนี้ ( 16 กุมภาพันธ์ 2553 ) นักเรียน ชาวนา และพี่น้องชาวตำบลคูหาใต้ได้มาร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าวที่นาแปลงหนึ่งในหมู่ที่ 3 จากนั้นก็นำข้าวที่ไปแปรรูปเป็นอาหารพื้นบ้าน ซึ่งจัดเป็นซุ้ม ๆ ในบริเวณวัดคูหาใน
                นักเรียนนับร้อยแบ่งเป็น 6 กลุ่มต่างเวียนไปศึกษาเรียนรู้การทำอาหารจากข้าว ตั้งแต่การสีข้าวด้วยวิธีโบราณ การตำข้าวร้อน ๆ แล้วนำไปคลุกกับมะพร้าว , น้ำตาลและเกลือ เป็นข้าวเหม้ากลิ่นหอมน่ารับประทาน ซุ้มถัดไปเป็นการทำขนมจีน ทำขนมเม็ดข้าว การหุงข้าวด้วยหม้อดิน ข้าวตอก ข้าวพอง และอาหารสมัยนิยมด้านสุขภาพ คือการทำน้ำข้าวกล้อง ทุกซุ้มได้มีการเขียนวิธีการทำแบบง่าย ๆ ให้ผู้สนใจเรียนรู้ เพราะไม่เพียงแต่นักเรียนนับร้อยชีวิตเท่านั้นที่มาเรียนรู้ แต่ยังมีชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อนรวมทั้งชาวบ้านจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้เดินทางมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างมีชีวิต ชีวา
                ผู้ที่มีอายุทั้งแต่ 40  ปีขึ้นไป เปรยว่า มาเห็นของจริงในวันนี้แล้วทำให้คิดถึงบรรยากาศในอดีตเสียดายที่ไม่สามารถสัมผัสได้แล้วที่บ้านของตนเอง 
                ตะวันตรงศีรษะแล้ว ขนมจีน และขนมต่าง ๆ ที่ช่วยกันทำก็เสร็จพอดี ทุกคนจึงไม่รีรอที่จะเติมพลังให้กับท้อง สัมผัสรสชาติของอาหารจากข้าวปลอกสารทั้งคาวและหวาน หลังจากที่เติมปัญญาให้กับสมอง และจิตใจมาแล้ว
                พี่สุดา  วรรณจาโร   ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ บอกว่า “การทิ่มเม่า หุงข้าวหม้อดิน กินนาวาน สืบสานวิถีชุมชนคนแต่แรก” จะจัดอีก 2 ครั้ง เพื่อตอกย้ำคุณค่าแห่งวิถีชาวบ้านให้คงอยู่คู่กับเมืองไทย และชาวคูหาใต้ทุกคน
 
 
                                                                                 สุวัฒน์ คงแป้น
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >