|

“เขาคูหา ภูผามีตำนาน”
เป็นคำพูดของลุงคิด อินทอง อายุ 64 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 7 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ที่ได้พูดในเวทีสาธารณะจัดโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 53 ณ โรงเรียนสิริวัลวลี 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบต่อการต่ออายุสัมปทานระเบิดหินภูเขาคูหา แม้จะเป็นคำพูดสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายอย่างยิ่ง
ลุงคิด อินทอง เป็นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จากการระเบิดหินตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อายุสัมปทานได้หมดลงแล้ว วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันพูดคุยเพื่อค้นหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
ตัวแทนอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลาให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าทางราชการได้ประกาศให้ภูเขาคูหาเป็นแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมเมื่อปี 2540 และเปิดให้มีการสัมปทานระเบิดหินอายุสัมปทาน 10 ปี ตั้งแต่ปี 2542 - 2552 โดยมีผู้ได้สัมปทานระเบิดหิน 2 บริษัท คือบริษัทพีระพลมายนิ่ง จำกัด และนายมนู เฉยกูล ซึ่งรู้จักกันดีในนามเจ้าพ่อระเบิดหินแห่งยะลา โดยดำเนินการในนามบริษัทแคนเซี่ยมไทยอินเตอร์ โดยที่เจ้าตัวยังไม่เคยลงพื้นที่มาให้เห็นเลยตลอด 10 ปี ที่ทำการระเบิดหินที่เขาคูหา
ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่าขณะนี้อายุสัมปทานของทั้ง 2 บริษัทได้หมดลงแล้ว ซึ่งกรณีของพีระพลมายนิ่ง มีเงื่อนไขพิเศษสามารถขอต่ออายุการสัมปทานได้ภายใน 180 วัน แต่ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ซึ่งขณะนี้สภา อบต. คูหาใต้ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ต่ออายุสัมปทานได้ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการส่งเรื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดไปยัง รมว. มหาดไทย เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป
หากพูดในแง่ของกฎหมายแล้วจะเห็นได้ว่า ส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้ง อบต. คูหาใต้ อุตสาหกรรมจังหวัด , สิ่งแวดล้อมจังหวัด , ทำตามกระบวนการของกฎหมายทุกประการในฐานะที่ภาครัฐมองว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นของรัฐ แต่ภาคประชาชนกลับมีความเห็นที่ต่างออกไป ซึ่งที่ผ่านมากฎหมายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมมีอยู่น้อยมาก
ชาวบ้านในเครือข่ายผู้คัดค้านการระเบิดหินมองในแง่ของชุมชนว่า “เขาคูหาเป็นของชาวคูหาใต้ และของคนไทยทั้งประเทศ” เป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของหมู่บ้าน มีคลองเคียนไหลผ่าน เป็นแหล่งอาศัยของปลา และสัตว์ต่าง ๆ ที่มีคุณต่อมนุษย์ เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของจังหวัดสงขลา มีถ้ำค้างคาวที่ชาวนาสามารถใช้มูลทำปุ๋ยได้ทั้งปี ตลอดจนเป็นแหล่งสมุนไพรและพืชพันธุ์ที่สมบูรณ์เหมาะที่จะอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน
ลุงคิด อินทอง เล่าว่าตลอด 10 ปีที่มีการระเบิดหินนอกจากทำให้บ้านที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายแล้ว สะเก็ดหินก็ไปตกในที่นา แหล่งเพาะพันธุ์ปลาถูกทำลาย ป่าไม้ถูกตัด ค้างคาวก็หายไป เราไม่อยากให้เขาคูหาเหมือนเขาพระ ซึ่งทุกวันนี้เหลือแต่ชื่อแล้ว เราอยากให้กันเขาคูหาเป็นแหล่งทำกินควบคู่ไปกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
สุพจน์ จริงจิต ตัวแทนสื่อมวลชนจากโฟกัสภาคใต้ ที่ร่วมสังเกตการณ์ เปรยให้ฟังว่าทุกวันนี้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว วันนี้ต้องหยุดทำลายหนทางเดี่ยวนั้น
ด้านสมาชิก อบต. คูหาใต้ท่านหนึ่งพูดว่า การระเบิดหินทำให้คนคูหาใต้มีงานทำมากกว่า 100 ชีวิตหากไม่ต่อสัมปทาน แล้วคนงานเหล่านี้จะอยู่อย่างไร เขาต้องหาเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงครอบครัว
ส่วนตัวแทนจากบริษัทแคนเซี่ยมไทยอินเตอร์ แสดงความน้อยใจว่า บริษัทก็เป็นคนทำมาหากินรายหนึ่งไม่ใช่จำเลยของสังคม เราก็ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
หากฟังทุกเสียงที่แสดงความคิดเห็นออกมา จะเห็นได้ว่า ทุกฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่น่ารับฟัง หากแต่เวทีวันนี้มีความแตกต่างออกไป เพราะเป็นการจัดโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล คูหาใต้ ที่ทำตามภารกิจของ พรบ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 มาตรา 21 (6) ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “สภาองค์กรชุมชนตำบล มีภารกิจ จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่ส่งผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ หรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการต้องนำความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย”
ดังนั้นเวทีสาธารณะกรณีระเบิดหินที่คูหาใต้จึงอาจเป็นเวทีแรก ๆ ของเมืองไทยที่จัดโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่จัดตั้งตามกฎหมาย และเป็นมติสำคัญของการพัฒนาที่กฎหมายให้โอกาสภาคประชาชนได้มีเวทีเสนอความคิดเห็นของตนเป็นอย่างมีสถานะมากขึ้น
นายสุวัฒน์ คงแป้น ผู้ชำนาญการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ได้ให้ความเห็นว่า การจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยตลอด 150 ปีที่ผ่านมาน่าจะมีอยู่ 3 ยุคด้วยกัน โดยยุคแรกทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ การตัดสินใจจึงคำนึงแต่ความคุ้มค่าด้านการลงทุนเท่านั้น คือถือประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก โดยรัฐเป็นผู้อนุมัติและมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ต่อมาเมื่อทรัพยากรธรรมชาติมีน้อยลง และประชาชนมีจำนวนมากขึ้น การที่จะนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยกำหนดให้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และมีการทำประชาพิจารณ์ตามมา แต่เกือบทุกครั้งของการทำประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า “คนค้านไม่ได้เข้า คนเข้าไม่ได้ค้าน” ผลก็คือทุกโครงการผ่านอย่างฉลุย
จนมาถึงยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่ 3 จะเรียกว่าเป็นการเริ่มต้นของการนำเรื่องสิทธิชุมชนมาคำนึงมากขึ้น โดยภาคประชาชนในท้องถิ่นควรจะมีสิทธิมีเสียงที่สำคัญในการตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาโครงการ เพราะชุมชนจะคิดพ้นความคุ้มค่าทางธุรกิจ คิดมากกว่าผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแว้ดลอม แต่ทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น ป่า ภูเขา แม่น้ำลำธาร อาจมีมติอื่นแฝงอยู่ด้วย เช่นความเป็นตำนาน ความเชื่อ วิถีชีวิต การตั้งถิ่นฐาน ต้นทุนชีวิต และอนาคตของลูกหลาน เป็นต้น โดยนักธุรกิจหรือเจ้าหน้าที่ผู้อนุญาตซึ่งมาจากต่างถิ่น ไม่เข้าใจมตินี้ ดังนั้นต่อแต่นี้ไปซึ่งทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่น้อยลง การที่จะนำมาใช้จึงต้องมีตัวแปรในการตัดสินใจมากขึ้น คิดให้มากขึ้นให้รอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของชุมชน หรือมติของคนท้องถิ่น
การที่สภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ จัดให้มีเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความเห็น ในครั้งนี้จึงเป็นมติใหม่ที่สำคัญในการให้ความสำคัญกับสิทธิของชุมชน สิทธิที่รัฐธรรมนูนรับรอง
เพ็ญศรี คีรีรอบ
|