|

นครศรีธรรมราช/สัมนาปฏิรูปประเทศไทย แจงรากเหง้ากระแสปฏิรูปมุ่งลดความไม่เป็นธรรมในสังคม วิเคราะห์ปมขัดแย้งปฏิรูป เตือนระวังเข้าทางนักการเมือง เสนอจัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างสังคมใหม่เหลือท้องถิ่นระดับจังหวัด กับรัฐส่วนกลาง
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช.ภาคใต้ จัดสัมนาคณะอนุกรรมการภาคใต้ ณ หาดปิติตรีสอร์ท อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช มีอนุกรรมการภาคใต้ ผู้นำชุมชนจาก 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ พอช.ภาคใต้ เข้าร่วม
นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน ผู้ปฏิเสธการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กล่าวอภิปรายในหัวข้อ “ปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปขบวนองค์กรชุมชน ปฏิรูป พอช.สู่การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน” มีใจความสำคัญว่า
กระแสการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ เกิดมาจาก 3 กระแสหลักได้แก่ หนึ่งการต่อสู้ของเครือข่ายองค์กรประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน ต่อสู้เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมนโยบายสาธารณะ การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ การเรียกร้องสิทธิในจัดการทรัพยากรต่างๆของชุมชน สิทธิในการพัฒนาตัวเอง ตลอดจนการจัดการดูแลสวัสดิการของประชาชน เป็นต้น
สอง การต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการต่อสู้กับระบอบทักษิณระบบการเมืองที่เป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจรัฐที่ฉ้อฉล ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เรียกร้องให้อำนาจรัฐต้องรับใช้ประชาชน
และสาม กระแสของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช.ที่ออกมาตั้งคำถามว่าฐานที่มาของอำนาจรัฐต้องมาจากประชาชน ไม่ยอมรับโครงสร้างอำนาจรัฐที่ถูกครอบงำโดยอำมาตย์ หรือข้าราชการ
ทั้ง 3 กระแสมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทย นี่เป็นหัวใจของกระแสการปฏิรูปประเทศไทย ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ หมอประเวศ วะสี คุณอานันท์ ปันยารชุน หรือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาพูดเรื่องปฏิรูปประเทศไทย แต่เป็นผลผลิตของการต่อสู้ของฝ่ายต่างๆที่ผ่านมาในสังคมไทย
“สรุปคือการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเรื่องท้าทายสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยครั้งนี้มีผลกระทบถึง โครงสร้างระบบทุน โครงสร้างอำนาจรัฐ” นายไพโรจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตามทั้ง 3 กระแสนี้มีแนวทางที่ขัดแย้งกันเอง และมีความเห็นที่แตกต่างกันต่อการปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาลที่มี 2 องค์กรคือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน สมัชชาประชาชน ที่มีคุณหมอประเวศ วะสี เป็นประธาน
นปช.ไม่เอาเพราะถือว่าเป็นการยื้อเวลาของรัฐบาล ฝ่ายพันธมิตรเองก็มองว่าเป็นการชะลอการเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่จัดการกับระบอบทักษิณให้ถึงที่สุด และยังมีองค์กรที่ไม่เป็นทางการที่ทำเรื่องปฏิรูปประเทศไทย เช่น สภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน ในส่วนองคกรพัฒนาเอกชนก็มีทั้งผู้เข้าร่วมองค์กรทางการ และที่เป็นคู่ขนาน อย่างไรก็ตามการปฏิรูปครั้งนี้ เป็นกระแสที่ลงไปถึงชุมชน ต่างจากเมื่อการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เฉพาะคนชั้นกลาง แต่ปัญหาคือว่าองค์กรที่เป็นทางการในการปฏิรูปครั้งนี้ไม่สามารถนำพาคนส่วนใหญ่ของประเทศให้เข้าร่วมได้
ประเด็นต่อมาที่เราต้องพิจารณากันคือว่า เนื้อหาอะไรที่เราต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่ว่าใครจะนำพาการเปลี่ยนแปลง
ความเหลื่อมล้ำทางสังคม จะมีมาตรการไหนที่จะทำได้เพื่อจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เช่น ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การเข้าถึงทรัพยากรท้องถิ่น สวัสดิการชุมชน บ้างก็ว่าไปถึงรัฐสวัสดิการ แต่ละกลุ่มก็เสนอประเด็นของตนเองสู่สาธารณะ และทั้งหมดที่มีการกล่าวกันมาจะสังเกตได้ว่าไม่มีการระบุไปถึงการใช้อำนาจทางการเมืองมาเปลี่ยนแปลง
ถ้าเนื้อหาเป็นแบบนี้ ต่างฝ่ายต่างเสนอ จุดเปลี่ยนก็จะอยู่ที่ฝ่ายการเมือง ซึ่งธรรมชาติของฝ่ายการเมืองจะมองเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก เลือกสิ่งที่ได้คะแนนทางการเมือง
เมื่อย้อนมาดูการทำงานพัฒนาขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชนที่ทำมาร่วม 25-30 ปี เราก็ผลักดันมาหลายเรื่อง เช่น สวัสดิการชุมชน จากเดิมที่มีการพูดถึงรัฐสวัสดิการออกแนวสังคมนิยม ก็กลายเป็นให้ชุมชน สังคม ร่วมกันสร้างสวัสดิการของตนเองขึ้นมาเองเพียงให้รัฐเข้ามาอุดหนุนงบประมาณ เรื่องป่าไม้ที่ดิน เราก็ต่อสู้เพื่อให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการป่าชุมชนเอง เรื่องทรัพยากรน้ำ ชุมชนก็ขอที่จะเข้าไปจัดการเอง ไปจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาคใต้เราก็ขอที่จะกำหนดเอง พูดเรื่องไหน ก็เข้าไปร่วมกำหนดนโยบาย แก้ไขกฎหมายเรื่องนั้น เป็นเรื่องๆไป
“และที่สุดเลยคือ เราขอจัดการปกครองตัวเอง ทุกอย่างจัดการโดยพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่จัดการเองทุกมิติ ต่างจากที่ผ่านมาที่เราขอจัดการเป็นเรื่องๆ นี่คือเรื่องที่ท้าทายเรา” นายไพโรจน์กล่าว
นั่นคือเราจะจัดการตัวเองในทุกมิติ และให้มีระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง เช่น ต่อไปนี้จังหวัดนครฯ ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด แต่มีผู้บริหารจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งหรือรูปแบบอื่นแล้วแต่ออกแบบ ไปคุยกับรัฐบาลส่วนกลาง
นี่คือการปฏิรูปประเทศไทยที่ถึงรากถึงโคนมากที่สุด ทั้งมิติวัฒนธรรม สังคม และการเมือง และนี่คือฐานที่มั่นประชาธิปไตยที่แท้จริง นี่คือการถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง และนี่คือประเด็นที่ท้าทายที่สุด
ประเด็นที่เราต้องร่วมกันคิดคือว่า พวกเราองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน จะกล้านำการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เรามีความรู้ ความกล้าพอหรือไม่ที่จะนำการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเห็นพ้องร่วมกันเราก็ควรที่จะร่วมกันสร้างความตื่นตัว ร่วมกันรณรงค์ ปลูกฝักและสืบทอดอุดมการณ์นี้ จัดตั้งองค์กรเพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกัน รวมไปถึงบริหารจัดการ
“เพื่อนำไปสู่การจัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างสังคมไทยใหม่ นี่จึงเป็นการปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง”นายไพโรจน์กล่าว
|