หน้าแรก arrow บินหลาคาบข่าว arrow แปรวิกฤตเป็นโอกาส ปฏิรูปประเทศไทยในมุมมอง “ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม”
 
 
ปฏิทินกิจกรรม
<<  September 2010  >>
 Mo  Tu  We  Th  Fr  Sa  Su 
    1  2  3  4  5
  6  7  8  9101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
 
ระบบค้นหาข้อมูล
สมัครสมาชิก





ลืมรหัสผ่าน?
สถิติผู้เข้าชม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้32
mod_vvisit_counterเมื่อวาน198
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้32
mod_vvisit_counterเดือนนี้1149
mod_vvisit_counterรวม110572
เว็บไซต์องค์กรชุมชนภาคใต้

 

 

แปรวิกฤตเป็นโอกาส ปฏิรูปประเทศไทยในมุมมอง “ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม” พิมพ์ อีเมล์
บันทึกโดย สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์   

เหตุการณ์ความรุนแรง ในเดือนพฤษภามหาวิโยคที่ผ่านมา ได้ทำลายความเป็นสังคมไทยที่ดีงามมาเนินนานจนเกิดเป็นปฏิปักษ์ ช่วงชิง ต่อสู้ ใช้อาวุธ ใช้กำลัง แบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย หลังเหตุการณ์เลวร้ายผ่านไป การรวบรวมพลังทางความคิดที่แตกต่างเพื่อปฎิรูปประเทศไทยครั้งใหญ่ จะเป็นเสมือนการแปรวิกฤตเป็นโอกาสที่คนในสังคมไทยจะได้หันมาสร้างความปรองดองนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

ในมุมมองของ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คณะกรรมการสมัชชาปฎิรูป (คสป.) มองว่า การปฏิรูปแปลว่า การปรับปรุงครั้งใหญ่หลังจากที่ประเทศไทยสะสมความอ่อนด้อย ความเสื่อมโทรมมานาน จนเป็นความตึงเครียด ความขัดแย้ง ถึงขั้นต้องใช้กำลังอย่างรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมามีหลายฝ่ายทั้ง นักคิด นักปฏิบัติ นักกิจกรรม ปัญญาชน ออกมาแสดงความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฎิรูปประเทศไทย ต้องใช้วิกฤติเป็นโอกาส ซึ่งวิกฤตหมายถึงความเดือดร้องแสนสาหัส ส่วนโอกาสคือกระตุ้นให้คนไทยทั้งหลายได้คำนึงว่ามีเรื่องจะต้องสะสางกันมากมาย และจำเป็นต้องใช้เวลาสะสางครั้งใหญ่
ในที่สุด จึงได้เกิดคณะกรรมการ 2 คณะที่รัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาคือ คณะปฏิรูป (คปร.) โดยมีนายอานันท์ ปัญยารชุน เป็นประธาน และคณะสมัชชาปฏิรูป (คสป.) มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ซึ่งคณะสมัชชาปฎิรูป จะเน้นเรื่องการจัดสมัชชาที่ระดมความคิดเห็นจากคนทั้งประเทศใน 3 มิติ คือ
มิติที่หนึ่ง มิติเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นของคนที่อยู่ในชุมชน ตำบล เขตเทศบาล นำข้อมูลขึ้นมาสังเคราะห์ระดับจังหวัดและระดับประเทศต่อไป เพื่อให้เห็นปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะสอดรับการยุติความเป็นธรรม สร้างการปรองดองของประชาชนทั้งประเทศให้เป็นสังคมที่พึงปรารถนา
มิติที่สอง คือ มิติเชิงองค์กร/หน่วยงาน คือ ระดับองค์กร เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มคนพิการ กลุ่มเด็กผู้ด้อยโอกาส นักธุรกิจ นักการศานา สื่อสารมวลชน นักจริยธรรม ตามภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งคนที่อยู่ในกลุ่ม/องค์กรต่างๆ ที่กล่าวมานี้จะเป็นคนต้นเรื่อง ทำนองเดียวกับถ้าเราจัดสมัชชาในพื้นที่ เช่น การจัดการที่ตำบล คนในตำบลก็เป็นเจ้าของเรื่อง องค์กรต่างๆ ในพื้นที่ไปร่วมสนับสนุน ถือเป็นการจัดสมัชชาที่คนในพื้นที่เป็นเจ้าของและมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน หรือหากจัดระดับองค์กร เช่น กลุ่มเยาวชน ก็รวมกลุ่มกันทั้งประเทศมาจัดสมัชชาเพื่อให้รู้ว่าปัญหาของเยาวชนมีอะไรบ้าง โดยมีผู้ใหญ่ สื่อมวลชน นักวิชาการ หรือหน่วยต่างๆ เป็นผู้สนับสนุน คือทุกมิติ เจ้าของมิติต้องเป็นเจ้าของเรื่องและเป็นผู้ดำเนินการ
มิติที่สาม คือ ประเด็นความเป็นธรรมในสังคม ทั้งทางกฎหมายและสังคม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เรื่องของประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องมีบทบาทสำคัญ เรื่องของสิทธิมนุษยชน การจัดการน้ำ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สังคมสันติสุข และอื่นๆ จะมีประเด็นต่าง ๆ ใหพิจารณา ใครที่สนใจก็มาเป็นเจ้าของเรื่องร่วมกัน
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า เราสามารถจัดสมัชชาปฎิรูปได้ทั้ง 3 มิติ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วมาสังเคราะห์ร่วมกันครั้งใหญ่ แล้วส่งต่อให้คณะปฏิรูปที่มีองค์ประกอบของคณะกรรมการปฎิรูปที่มาจาก นักคิด นักวิเคราะห์ นักวางแผน เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เสนอต่อรัฐบาล
 
 
ทว่าทั้งคณะปฎิรูปและคณะสมัชชาปฎิรูป เมื่อสรุปผลออกมาได้ต้องนำเสนอต่อสาธารณชนพร้อมๆ กับนำเสนอกันและกัน และนำเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อให้ความคิด ความเข้าใจข้อมูลข่าวสารได้กระจายไปทั่วทั้งประเทศจนเกิดพลังครั้งใหญ่ ซึ่งพลังสังคมนั้นต้องหมายถึงคนทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วน ทุกอาชีพ และทุกๆ ระดับ ฉะนั้นผู้เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นระดับปฎิบัติก็จะมีชุมชนท้องถิ่น กลุ่มคน ซึ่งผลการจัดสมัชชาแต่ละครั้งที่ คปส. คิดไว้น่าจะสรุปออกมาอย่างน้อย 3 ประเด็น คือ
 
ประเด็นที่หนึ่ง อยากเห็นประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไร เช่น 10 ปีข้างหน้าอยากเห็นประเทศไทย สังคมไทยเป็นอย่างไร
ประเด็นที่สอง เพื่อให้ได้ผลตามนั้น ตัวเองจะทำอะไรที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เช่น การจะทำอะไร ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน เพื่อจะได้สังคมไทยที่พึงปรารถนา เช่นว่า คนที่อยู่ในตำบลเดียวกัน นักธุรกิจจะทำอะไร เป็นต้น
ประเด็นที่สาม เมื่อกำหนดว่าตัวเองจะทำอะไรได้แล้ว ก็ขยายไปยังคนอื่นๆ ควรจะทำอะไร วิธีนี้จะเป็นวิธีคิดใหม่ แต่ในสภาพปัจจุบันคนมักมองไปที่วิธีคิดเก่าซึ่งมักจะเริ่มจากความต้องการของตัวเองเป็นหลัก แต่วิธีคิดใหม่ คือ ต้องมองให้เห็นภาพรวม มองให้เห็นองค์รวมมองเห็นระบบทั้งประเทศ เช่น การมองสังคมต้องมองทั้งหมด จึงจะนำไปสู่การมองภาพใหญ่ทั้งประเทศ แล้วค่อยมองภาพเล็กว่าจะทำอะไรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมที่ทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ ซึ่งเป็นวิธีมองที่เรียกว่ามองทุกองคาพยพ ทุกส่วน ทุกวงการ ทุกสาขาอาชีพ ทุกๆ คน เพื่อนำไปสู่การปฎิรูปประเทศไทย
 
นายไพบูลย์ ชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปการปรับปรุงไม่มีวันจบ ถึงเราหยุด ธรรมชาติก็ไม่หยุด เพราะหากเราอยู่เฉยๆ จะทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ เราจึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สังคมก็เช่นเดียวกัน ถ้าสังคมเราไม่ปรับสังคมนั้นจะถอยหลังดังเช่นสังคมไทยที่มีมาหลาย 10 ปี ดังนั้นจึงต้องปฎิรูปครั้งใหญ่เนื่องจากว่าเราหยุดมานาน
สภาพปัจจุบันประเทศไทยยังมีสิ่งดีๆ ศักยภาพดี ๆ ดูจากทุนคน ทุนเศรษฐกิจ ทุนทางธรรมชาติ ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ทุกๆ ทุนเรามีดี แต่สำหรับทุนทางการเมืองการปกครองเราเสื่อมโทรมไปมากเราอ่อนด้อย ล้าหลัง การที่เรามีรัฐธรรมนูญเกือบ 20 ฉบับ ทั้งรัฐประหาร ปฎิวัติ ไม่มีรัฐบาลที่มั่นคงเข้มแข็ง และสุจริตดีงามที่ดีพอ หรืออาจจะดีบ้างแต่ก็มีเหตุการณ์ทำให้เสื่อมถอยลงไปอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการจัดสมัชชาจะออกมา ส่วนหนึ่งหากเห็นว่าดีต้องรีบลงมือทำ ฉะนั้นถ้าเราจัดสมัชชาภายใน 6 เดือนนี้ได้ หรือยังไม่ครบทั้งประเทศเราก็เห็นว่าอะไรที่จะทำได้ในระยะสั้นก็ทำได้เลย อะไรที่จะเสนอแนะต่อรัฐบาลก็เสนอ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำแผนงานระยะยาว แล้วส่งต่อให้คณะปฏิรูปนำไปสังเคราะห์ เป็นชุดนำเสนอต่อสาธารณะชนอย่างไม่ปิดกั้น เป็นการช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เปิดเผยโปร่งใส เชื่อว่าสังคมไทยจะดีขึ้นอย่างมั่นคง
การปฏิรูปเป็นเรื่องใหญ่ หากคนจำนวนมากตั้งใจจะทำ มีความคิดที่จะทำร่วมกัน เชื่อว่าการปฎิรูปประเทศไทยมีโอกาสเป็นจริงได้ นายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย
 
 
 
ประพันธ์ สีดำ/เสาวลักษณ์ สมสุข รายงาน
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >